ก่อนที่ K-POP จะกลายเป็นวัฒนธรรมระดับโลกอย่างทุกวันนี้ วงการไอดอลเกาหลีเคยเริ่มต้นจากศูนย์มาก่อน และคนที่วางรากฐานเอาไว้ให้ทั้งหมดก็คือศิลปินกลุ่มที่เราเรียกกันว่า K-POP Gen 1
พวกเขาคือรุ่นที่ทำให้คำว่าไอดอลมีความหมายจริงจังในเกาหลีใต้ สร้างระบบเด็กฝึกหัด สร้างวัฒนธรรมแฟนคลับที่มีสีประจำวง และพิสูจน์ว่าเพลงป๊อปเกาหลีขายได้นอกประเทศ
บทความนี้จะพาย้อนกลับไปดูว่า K-POP Gen 1 เริ่มต้นอย่างไร มีวงไหนบ้าง ทิ้งวัฒนธรรมอะไรไว้ และส่งต่ออิทธิพลอะไรมาถึงไอดอลรุ่นที่เราตามอยู่ในตอนนี้
K-POP Gen 1 เริ่มต้นตอนไหน
ยุค K-POP Gen 1 (ช่วงปี 1990 – ปลายปี 2003) คือยุคบุกเบิกการสร้างระบบ “ไอดอล” อย่างเป็นทางการในเกาหลีใต้ โดยเริ่มต้นจากความสำเร็จของ Seo Taiji and Boys ในปี 1992 ก่อนที่ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่จะเปิดตัววงไอดอลชายและหญิงที่สร้างธรรมเนียมสีประจำวงและลูกโป่งเชียร์
จุดเปลี่ยนปี 1992

อ้างอิง: IVisitKorea
หมุดหมายที่นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ยกให้เป็นจุดเริ่มต้นของ K-POP สมัยใหม่คือการเดบิวต์ของ Seo Taiji and Boys เมื่อวันที่ 11 เมษายน 1992 ด้วยเพลง “Nan Arayo” (난 알아요 / I Know) ในรายการเพลงของช่อง MBC
วงนี้ประกอบด้วยซอแทจี, ยางฮยอนซอก และอีจูโน พวกเขานำแร็ป ฮิปฮอป ร็อก และการเต้นแบบ new jack swing เข้ามาผสมกับเนื้อร้องภาษาเกาหลี ซึ่งในเวลานั้นถือว่าแปลกใหม่มากสำหรับตลาดที่ยังถูกครองด้วยเพลงบัลลาดและทร็อต
สิ่งที่ Seo Taiji and Boys ทิ้งไว้ไม่ใช่แค่เพลงฮิต แต่คือการพิสูจน์ว่าวัยรุ่นเกาหลีคือกลุ่มผู้ฟังที่มีกำลังซื้อและมีเสียงของตัวเอง หลังวงยุบในปี 1996 ยางฮยอนซอกก็แยกไปก่อตั้ง YG Entertainment ซึ่งต่อมากลายเป็นหนึ่งในค่ายใหญ่ของวงการ
กำเนิดระบบไอดอลจากฝั่งค่ายเพลง
ถ้า Seo Taiji and Boys คือคนเปิดประตู คนที่เดินเข้าไปวางระบบคือค่ายเพลง โดยเฉพาะ SM Entertainment ของอีซูมัน ที่เปลี่ยนวิธีคิดจาก “หาศิลปินที่ดังอยู่แล้ว” มาเป็น “คัดเด็ก ฝึก แล้วปั้นเป็นวง” ครบวงจร ทั้งการร้อง เต้น ภาษา และการวางคอนเซปต์วงตั้งแต่ก่อนเดบิวต์
ผลลัพธ์แรกของระบบนี้คือ H.O.T. ที่เดบิวต์ในปี 1996 และมักถูกเรียกว่าเป็นไอดอลกรุ๊ปเกาหลีวงแรกอย่างแท้จริง เพราะเป็นวงที่ถูกออกแบบมาทั้งหมดตั้งแต่สมาชิก ภาพลักษณ์ ไปจนถึงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นโมเดลเดียวกับที่วงไอดอลทุกวันนี้ยังใช้อยู่

อ้างอิง: Stage In The Sky
รวมวงไอดอล KPOP Gen 1
KPOP Gen 1 มีศิลปินจำนวนมาก แต่กลุ่มที่มีบทบาทวางรากฐานชัดเจนที่สุดสามารถแบ่งได้คร่าว ๆ ดังนี้
ฝั่งบอยแบนด์
- H.O.T. (1996, SM Entertainment) — วงเบอร์หนึ่งของยุค ผลงานอย่าง “Descendants of Warriors” และ “We Are the Future” โดดเด่นที่การใส่ประเด็นสังคมและความรู้สึกของวัยรุ่นลงไปในเพลงป๊อป
- Sechs Kies (1997) — คู่แข่งที่ถูกวางมาชนกับ H.O.T. โดยตรง มีเพลงอย่าง “Chivalry” และ “Don’t Look Back” การมีสองวงใหญ่แข่งกันคือสิ่งที่ทำให้วัฒนธรรมแฟนด้อมเข้มข้นขึ้นอย่างรวดเร็ว
- Shinhwa (24 มีนาคม 1998) — วงหกคนที่ชูจุดขายเรื่องการเต้นพร้อมเพรียงเป็นหนึ่งเดียวมากกว่าการเด่นรายบุคคล มีเพลงดังอย่าง “T.O.P” และ “Venus” และเป็นบอยแบนด์เกาหลีที่อยู่มายาวนานที่สุดโดยไม่เปลี่ยนสมาชิก
- g.o.d (1999) — วงที่วางภาพลักษณ์ติดดินและเข้าถึงง่ายกว่าไอดอลทั่วไป เพลง “Dear Mother” (어머님께) และ “Friday Night” ทำให้พวกเขาได้ฐานแฟนที่กว้างกว่าแค่กลุ่มวัยรุ่น
- 1TYM (1998, YG Entertainment) — กลุ่มฮิปฮอปที่วางแนวทางสายเพลงของ YG เอาไว้ตั้งแต่ยุคแรก
- Fly to the Sky (1999) — ดูโอสายอาร์แอนด์บีที่เน้นพลังเสียงมากกว่าการเต้น
ฝั่งเกิร์ลกรุ๊ป
- S.E.S. (1997, SM Entertainment) — เกิร์ลกรุ๊ปไอดอลวงแรก ๆ ของเกาหลี ที่วางภาพลักษณ์สดใสน่ารักด้วยเพลงอย่าง “I’m Your Girl” และ “Be Natural”
- Fin.K.L (1998) — คู่แข่งคนสำคัญของ S.E.S. กับเพลง “Blue Rain” และ “To My Boyfriend” (내 남자친구에게) สมาชิกอย่างอีฮโยรีต่อมากลายเป็นไอคอนของวงการบันเทิงเกาหลี
- Jewelry (2001) — วงที่คาบเกี่ยวระหว่างปลาย Gen 1 กับต้น Gen 2 มีผลงานอย่าง “Super Star”
ศิลปินเดี่ยวและวงดูโอที่ห้ามมองข้าม
Turbo (1995) กับเพลงแดนซ์ป๊อปอย่าง “Black Cat Nero” คือหนึ่งในวงที่ทำให้เพลงเต้นเกาหลีเป็นกระแสหลัก
ส่วน BoA ที่เดบิวต์ในปี 2000 กับ SM คือกรณีศึกษาสำคัญที่สุดของยุค เพราะเธอถูกวางแผนให้บุกตลาดญี่ปุ่นตั้งแต่ต้น ทั้งการฝึกภาษาและการออกผลงานเป็นภาษาญี่ปุ่นโดยเฉพาะ ความสำเร็จของเธอที่นั่นกลายเป็นต้นแบบของกลยุทธ์ส่งออกไอดอลที่ค่ายเกาหลีใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน

อ้างอิง: SBS Star
เทรนด์และวัฒนธรรมแฟนคลับที่เกิดขึ้นในยุค Gen 1
สิ่งที่ทำให้ Gen 1 สำคัญไม่แพ้ตัวเพลงคือ “วัฒนธรรมแฟนด้อม” ที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงนี้ และยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการเป็นแฟน K-POP มาจนถึงทุกวันนี้
สีประจำวงและลูกโป่งเชียร์
ก่อนที่แท่งไฟจะกลายเป็นมาตรฐาน แฟนคลับ KPOP Gen 1 ใช้ ลูกโป่งสีประจำวง ในการเชียร์ที่คอนเสิร์ตและรายการเพลง ทำให้เวลากล้องแพนไปที่ผู้ชม จะเห็นสีของแต่ละฝั่งแยกกันชัดเจน
ตัวอย่างที่รู้จักกันดีคือ H.O.T. ใช้สีขาว, Sechs Kies ใช้สีเหลือง และ Fin.K.L ใช้สีแดง แนวคิดเรื่อง “สีประจำวง” นี้เองที่พัฒนามาเป็นแท่งไฟประจำวงในยุคหลัง
ชื่อแฟนคลับอย่างเป็นทางการ
ยุคนี้คือจุดเริ่มต้นของการที่แฟนคลับมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการและมีระบบสมาชิกจริงจัง เช่น Club H.O.T. ของ H.O.T. ที่แฟน ๆ เรียกตัวเองว่า White Angels, DSF (Dear Sechskies Friend) ของ Sechs Kies, Pinky ของ Fin.K.L และ Friend ของ S.E.S. การมีชื่อแฟนด้อมทำให้ความเป็นแฟนเปลี่ยนจากความชอบส่วนตัวกลายเป็นการเป็นสมาชิกของชุมชนที่มีตัวตน
อินเทอร์เน็ตยุคแรกกับการรวมตัวของแฟนด้อม
ปลายยุค 90 เกาหลีใต้มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและร้าน PC bang กระจายทั่วประเทศ แฟนคลับจึงย้ายจากการรวมตัวหน้าสถานีโทรทัศน์ไปสู่เว็บบอร์ดและ Daum Cafe ทำให้การนัดหมาย การระดมทุน และการจัดกิจกรรมสนับสนุนศิลปินทำได้เร็วและเป็นระบบขึ้นมาก นี่คือบรรพบุรุษโดยตรงของการที่แฟนด้อมยุคนี้ใช้ X, TikTok หรือ Discord ในการรวมพลังกันสตรีมและโหวต
การแข่งขันระหว่างแฟนด้อม
คู่แข่งชัดเจนอย่าง H.O.T. กับ Sechs Kies และ S.E.S. กับ Fin.K.L ทำให้เกิดวัฒนธรรมการแข่งขันระหว่างแฟนด้อมที่บางครั้งก็รุนแรงเกินไป ซึ่งเป็นบทเรียนที่วงการยังพูดถึงจนถึงทุกวันนี้
ในอีกด้านหนึ่ง การแข่งขันนี้ก็เป็นตัวเร่งให้เกิดกิจกรรมแฟนคลับแบบจัดตั้ง ทั้งการซื้ออัลบั้มเป็นกลุ่มและการโหวตในรายการเพลง ซึ่งกลายเป็นพฤติกรรมมาตรฐานของแฟน K-POP ในเวลาต่อมา
อิทธิพลที่ Gen 1 ส่งต่อถึง KPOP Generation รุ่นถัดมา
เกือบทุกอย่างที่แฟน K-POP คุ้นเคยในวันนี้ มีต้นทางอยู่ที่ยุค Gen 1
ระบบเด็กฝึกและการวางคอนเซปต์วง
ระบบคัดเด็กฝึก ฝึกร้อง-เต้น-ภาษาเป็นปี ๆ ก่อนเดบิวต์ แล้วเปิดตัวเป็นวงที่มีคอนเซปต์ชัดเจนพร้อมตำแหน่งของสมาชิกแต่ละคน คือมรดกโดยตรงจาก H.O.T. และ S.E.S. วงยุคหลังเพียงแต่ทำให้ระบบนี้ละเอียดขึ้น เช่น การมียูนิตย่อย การมีจักรวาลเนื้อเรื่องของวง หรือการวางไทม์ไลน์คัมแบ็กล่วงหน้าเป็นปี
การมองตลาดต่างประเทศตั้งแต่วันแรก
ความสำเร็จของ H.O.T. ในจีนช่วงต้นยุค 2000 และของ BoA ในญี่ปุ่น ทำให้ค่ายเกาหลีเรียนรู้ว่าตลาดในประเทศเล็กเกินไปสำหรับแผนธุรกิจระยะยาว แนวคิดนี้พัฒนาต่อเป็นการใส่สมาชิกต่างชาติในวง การออกเพลงหลายภาษา และการวางแผนทัวร์ทั่วโลก ซึ่งเป็นเหตุผลที่วงยุคนี้มีสมาชิกไทยและมีคอนเสิร์ตในกรุงเทพฯ เป็นเรื่องปกติ
สรุป
KPOP Gen 1 ไม่ได้เป็นแค่ความทรงจำเก่า ๆ ของแฟนเพลงรุ่นพี่ แต่เป็นรุ่นที่เขียนกติกาของวงการไอดอลเกาหลีขึ้นมาทั้งหมด ตั้งแต่ระบบเด็กฝึก การวางคอนเซปต์วง สีประจำวง ชื่อแฟนคลับ ไปจนถึงความคิดที่ว่าเพลงเกาหลีสามารถไปได้ไกลกว่าพรมแดนของตัวเอง ทุกครั้งที่เราถือแท่งไฟ ตามคัมแบ็ก หรือเห็นวงเกาหลีขึ้นเวทีระดับโลก นั่นคือผลลัพธ์ที่ต่อยอดมาจากสิ่งที่ไอดอลรุ่นบุกเบิกกลุ่มนี้เริ่มต้นเอาไว้เมื่อสามสิบปีก่อน






